วิธี Reset Password Root CentOS

1. เมื่อเราต่อพวกอุปกรณ์ mouse, keyboard และ monitor เรียบร้อยให้สั่งเครื่อง Reboot

2. เมื่อหน้าจอ Reboot จะมีช่วงเวลานับถอยหลัง 5 4 – 1 หรือ grub menu ให้เรากด a

3. จากนั้นกด Space bar แล้วพิมพ์คำสั่ง single แล้ว Enter เพื่อเข้าโหมด single ดังรูป

4. จากนั้นเครื่องจะเข้าสู่โหมด single ก็จะสามารถเปลี่ยนรหัสผ่าน Root ได้ด้วยคำสั่ง #passwd root ดังรูป

5 ใส่รหัสผ่านใหม่ของ Root สองครั้ง แล้วทำการ Reboot เครื่องเป็นอันจบขั้นตอนการ Reset Password Root CentOS

trip

วันนี้เอาทิปสั่นๆ มาฝากครับ
หากท่านเป็นแอดมินที่ต้องดูแลเว็บ site หลายๆ เว็บบนเครื่องเดียวกัน หรือมีหลาย Virtual Host บนเครื่องเดียวกัน ผู้พัฒนาเว็บของท่านก็มีหลาย Level เกิ๊นทั้ง เทพ ทั้ง เมพ และคนที่เขียนเว็บไม่เก่ง ทำให้โค้ดเว็บที่รันบน Server ของเรามี Character Encoding ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น utf-8, tis-620, windows-874 และอีกต่างๆ นาๆ หากเราคอนฟิก AddDefaultCharset UTF-8 ซึ่งเป็น Character Encoding ที่ดีที่สุดไว้ใน httpd.conf ของเราก็อาจให้ เว็บบางเว็บแสดงภาษาไทยได้สมบูรณ์แบบ แต่อีกหลายๆ เว็บก็อาจแสดงผลภาษาไทยไม่ได้ แน่นอนว่าคุณคงคิดถึง .htaccess ว่ามันช่วยได้ แต่ถ้าคุณมีเว็บที่ต้องแก้ไข .htaccess เป็นร้อยเป็นพัน คงไม่สนุกแน่
วันนี้ผมเอา trick วิธีแก้ไขปัญหานี้มาฝากครับ
ง่ายๆ แค่คุณกำหนดค่า
AddDefaultCharset ใน httpd.conf ของคุณให้มีค่าเป็น Off ซะ ปัญหาข้างต้นก็จะหมดไป
AddDefaultCharset Off
ที่ไม่ว่า Webmaster ของคุณจะเทพขนาดไหน จะใช้ Character Encoding ภาษาอะไรก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ
สำหรับวิธีทดสอบก็ง่ายๆ ครับหากคุณแก้ไข httpd.conf ของคุณ และรีสตาร์ท Apache ของคุณแล้ว
ก่อนคุณจะกด Refresh ดูผลของเว็บนั้นให้คุณกดปุ่ม Shift จากนั้นค่อยไปกดปุ่ม Refresh บน Browser ที่คุณชอบ(สำคัญมาก) เพื่อให้แน่ในว่ามันได้ Refresh หน้านั้นจริงๆ

เครดิส

http://imrgill.com/2012/08/17/how-to-fix-thai-apache-character-encoding-and-other-language.html

การติดตั้ง DNS โดยใช้ Webmin บน CentOS 5.9

yum install bind bind-chroot caching-nameserver

install webmin

ติดตั้ง dns webmin

ทำSPF

PHP 5.3 on CentOS/RHEL 5.6 via Yum

http://www.webtatic.com/packages/php53/

http://www.webtatic.com/packages/mysql55/ 

กู้ไฟล์ด้วย Foremost

กู้ไฟล์ด้วย Foremost

TUESDAY 6 OCTOBER 2009 3 COMMENTS

Rate This

 

 

นี่เป็นตอนต่อเนื่องจากโพสต์เมื่อวาน ที่น้องสาวผมประสบกับปัญหา Flash drive เสีย ต้องฟอร์แมตใหม่ งานหายเกลี้ยง

เมื่อวานผมก็ลืมนึกไปว่าถึงแม้ว่าจะฟอร์แมต ข้อมูลมันก็ไม่หายไปไหนนี่หน่า น่าจะมีสิทธิ์กู้กลับมาได้ (เวลาเราลบไฟล์อะไรก็ตามหรือฟอร์แมต ข้อมูลยังอยู่ที่เดิมเหมือนเดิมนะครับ จนกว่าจะมีการเขียนทับ sector ตรงนั้น — หลักการนี้เป็นหลักการของพวกโปรแกรม file recovery ทั้งหลาย พวกคลิปหลุดส่วนใหญ่ก็มาจากเหตุผลที่ผู้ใช้ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้นั่นเอง)

เมื่อมีความหวัง ย่อมมีแรงต่อสู้ ผมจึงลองใช้ Google search หาวิธีกู้ (recover) ไฟล์บน Ubuntu ดู  ก็พบลิงค์ไปยังหน้าhttps://help.ubuntu.com/community/DataRecovery ซึ่งแนะนำโปรแกรม Foremost (เป็นชื่อโปรแกรมนะครับ ผมไม่ได้โฆษณาสินค้าให้ใครทั้งนั้น)

วิธีลงก็แสนง่ายเช่นเดียวการลงโปรแกรมทั่วไปบน Ubuntu ตามปกตินั่นคือ

sudo apt-get install foremost

จากนั้นก็รัน Foremost ได้เลยจาก Terminal (เท่าที่ผมค้นมา ยังไม่เจอ File recovery ฟรีๆ บน Linux แบบที่เป็น GUI เลย)

ตัวอย่างคำสั่งที่ผมใช้กู้ไฟล์งานวันนี้ เป็นดังนี้

sudo foremost -v -t doc -i /dev/sdb -o /home/akedemo/output

ขออธิบายคำสั่งตามนี้

-v คือ เปิด verbose mode ให้ Foremost รายงานความคืบหน้าและข้อผิดพลาดระหว่างทำงานด้วย

-t คือ กำหนดชนิดของไฟล์ที่ต้องการจะกู้ Foremost รองรับไฟล์หลายชนิด แต่ถ้าเราไม่กำหนด Foremost จะค้นและกู้ทุกไฟล์

-i คือ กำหนด input ที่ต้องการกู้ ให้ใส่ mount point ของ device นั้นๆ หรือถ้าจะกู้จากอิมเมจไฟล์ก็ใส่ path ของอิมเมจไฟล์ลงไป

-o คือ กำหนด output ของไฟล์ที่กู้เสร็จแล้วรวมทั้ง log ที่ Foremost สร้างขึ้นด้วย ถ้าไม่กำหนด ค่าปริยายจะเป็น Working directory ขณะนั้น

โปรแกรมก็จะทำงานสักพัก รอจนมันทำงานเสร็จ ให้ไปดูที่โฟล์เดอร์ output ปลายทางของเรา ก็จะเห็นโฟลเดอร์ output (หรือชื่ออื่นๆตามที่ตั้งไว้) ขอให้สังเกตว่า เรารัน Foremost ในสิทธิ์ของ root ดังนั้นเราจะยังเข้าไปอ่านโฟลเดอร์นี้ทันทีไม่ได้ ให้เปลี่ยน permission ก่อน ด้วยคำสั่ง

sudo chmod a+rwx /home/akedemo/output -R

เมื่อลองเข้าไปในโฟลเดอร์ output ก็จะเห็นไฟล์ audit.txt กับโฟลเดอร์อีกอัน audit.txt คือ log ที่ Foremost สร้างขึ้น ส่วนไฟล์ที่กู้ได้จะอยู่ในโฟลเดอร์ข้างๆกันนั่นแหละ

 

http://akedemo.wordpress.com/2009/10/06/recover-files-with-foremost/

เข้า ssh ไม่ต้องใส่ password โดยใช้ key

Grin มันคือการทำ ให้เวลาเราเข้าที่ host นึงแล้วพอเรา ssh ไปอีกทีสามารถเข้าได้เลยโดยไม่ต้องใส่ password วิธีการคือเราต้องไปสร้าง key ก่อน แล้วเอามาใส่ อธิบายก็ งงแน่ๆ เพราะผมก็งง
มายกตัวอย่างให้เห็นกันดีกว่า

Client  จะเป็นเครื่องที่เราใช้เป็น Client พอ Login เข้าเครื่องนี้แล้วอยากไป เครื่อง Server สามารถเข้า Server ได้เลยโดยไม่ต้องใส่ Password
Server เครื่อง Server ที่เราอยากเข้ามาโดยไม่ต้องใส่ Password

ขั้นตอน การทำ key นั้นไม่ยุ่งยากครับ เริ่มก็ ต้องเข้าใจนะครับว่าตัวไหน Client ตัวไหน Server จะได้ไม่ งง
ผมจะใช้ตัวย่อ C = Client และ S = Server นะครับ (C$ = command line บนเครื่อง Client , S$ = command line บนเครื่อง Server)

Code:
C$ ssh-keygen -t dsa

การสร้าง key มีทั้ง dsa , rsa เปลี่ยนเอาตามที่ชอบ ความแตกต่าง ลองหาอ่านดูใน net ครับผมก็หาผ่านๆ ไม่แน่ใจว่าอันไหนดีกว่า แต่เห็นว่าเวลาเรา ssh default มันจะสร้าง key นี้ เลยใช้อันนี้นะครับ

Quote
Generating public/private dsa key pair.
Enter file in which to save the key (/home/bobby/.ssh/id_dsa):  Enter ผ่านไปเลย
Enter passphrase (empty for no passphrase): Enter ผ่านไปเลย
Enter same passphrase again: Enter ผ่านไปเลย
Your identification has been saved in /home/bobby/.ssh/id_dsa.
Your public key has been saved in /home/bobby/.ssh/id_dsa.pub.
The key fingerprint is:
de:59:05:fe:aa:6e:15:73:2a:c7:53:0c:c1:ae:e7:92 bobby@Client
The key’s randomart image is:
+–[ DSA 1024]—-+
|           .o.   |
|           .o.   |
|           ..o.  |
|            +o+  |
|        S  o.*.  |
|       . .ooB.   |
|        . oB..   |
|          E..    |
|         oo.     |
+—————–+

Enter รั่วไป 3 อันก็จะจบการสร้าง key โดยเราจะได้ไฟล์ /home/bobby/.ssh/id_dsa.pub ซึ่งเป็น key ของเครื่อง Client

Code:
C$ cd /home/bobby/.ssh
C$ ls -la

เข้าไปอยู่ใน path ที่เก็บ key เพราะเราจะต้อง copy key ไปยัง Server

Quote
-rw——-  1 bobby  bobby  672 May  3 02:14 id_dsa
-rw-r–r–  1 bobby  bobby  612 May  3 02:14 id_dsa.pub
-rw-r–r–  1 bobby  bobby  394 May  3 02:07 known_hosts

รายการใน folder .ssh

Code:
C$ sftp bobby@Server

เตรียมส่ง key ไปยัง Server ผ่าน sftp (หรือจะใช้ ftp ธรรมดาก็ได้แล้วแต่ความถนัด)

Quote
Connecting to Server…
The authenticity of host ‘Server (Server)’ can’t be established.
DSA key fingerprint is 5c:7e:65:eb:cc:6c:1e:24:49:16:b0:6f:d7:82:f7:72.
Are you sure you want to continue connecting (yes/no)? yes  หากเข้ามาครั้งแรกก็ให้ตอบ yes
Warning: Permanently added ‘Server’ (DSA) to the list of known hosts.
Password: ใส่ password

 

Code:
sftp> put id_dsa.pub

ส่ง key จากเครื่อง Client ไปยัง Server

Quote
Uploading id_dsa.pub to /usr/home/bobby/id_dsa.pub
id_dsa.pub                                                                                                                 100%  612     0.6KB/s   00:00

 

Code:
sftp> exit

ขั้นต่อไปเราก็ไปทำบน เครื่อง Server

Code:
S$ ssh bobby@Client

ถาม password ก็ใส่ไปเรียบร้อย ก็ exit ออกมา เป็นการทำเพื่อให้ระบบสร้าง path,file ต่างๆ เกี่ยวกับ ssh
ถ้าเคย ssh ออกจาก Server ไปที่อื่นๆ ไม่จำเป็นต้องทำหัวข้อนี้นะครับ

Code:
S$ mv id_dsa.pub .ssh/authorized_keys
S$ chmod 755 .ssh/authorized_keys

id_dsa.pub คือ key ที่เราส่ง sftp มามันก็จะอยู่ใน home เราก็ move ไปให้ .ssh/

เสร็จแล้วครับแค่นี้ เวลาเรา

Code:
C$ ssh bobby@Server

ก็จะไม่ถาม Password แล้วครับ

***การทำแบบนี้เวลาจะใช้งานเราต้องเข้า User บนเครื่อง Client ที่สร้าง key และ ssh ไปยังเครื่อง Server ที่ user ที่เอา key ไปใส่

ตัวอย่างเพื่ออธิบายเพิ่มเติม
เราใช้ bob@Client และอยากเข้า bobby@Server ก็สร้าง key ที่ bob@Client แล้ว ส่งไฟล์ key ไปเก็บไว้ใน path ของ bobby@Server

 

http://www.gumairu.com/forums/index.php?PHPSESSID=7333c22b16e51190861d301a699783ef&topic=785.0

 

http://www.gumairu.com/forums/index.php?topic=786.0

การทำ Virtual Host Apache บน CentOS

การทำ Virtual Host สามารถทำได้ 2 แบบ คือ
แบบหลายชื่อบน IP เดียว และ 1 เครื่อง มีหลาย IP ต่อ 1 Web

เทคนิคการใช้ .htaccess (CentOS)

.htaccess คือการเปลี่ยนค่าการคอนฟิคของ Apache ของ Server ยกตัวอย่างเช่น
เครื่อง Server รองรับ Font utf-8 แต่เวบของเราดันใช้ Font  tis-620 แต่เราไม่สามารถไปแก้ php.ini ของ
เครื่อง Server ได้ แต่เครื่อง Server จะต้องเปิด การใช้งานของ  .htaccess ด้วย

ก่อนอื่นเราจะต้องไปเปิดการทำงานของ  .htaccess

โดยเข้าที่
#vi /etc/httpd/conf/httpd.conf

ค้นหาคำว่า AllowOverride None

แก้ไขเป็น AllowOverride All

ทำการ restart apache
# /sbin/service httpd restart

จากนั้นเราจึงมาสร้างไฟล์  .htaccess ในโฟเดอร์ที่เราต้องการ

# vi .htaccess

ตัวอย่าง
#php.ini

php_flag register_globals off
php_flag magic_quotes_gpc on
php_value default_mimetype text/html
php_value default_charset utf-8
php_value session.save_path “/sessions_tmp”

#httpd.conf
AddDefaultCharset utf-8

 

สเกลของจักรวาล

เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

http://images.4channel.org/f/src/589217_scale_of_universe_enhanced.swf

คำสั่งต่างๆ ของ Linux

เปลี่ยน ip เครื่อง server
#vi /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-eth0

เปลี่ยน ip gateway เครื่อง server
#vi /etc/sysconfig/network

เปลี่ยน DNS เครื่อง server
#vi /etc/resolv.conf 

คำสั่ง restart หลังจากเปลี่ยน ip หรือจะ reboot เครื่อง server ก้ได้
#/etc/init.d/network restart

ดู user ในระบบ
#cat /etc/passwd

ดูโปรเซสระบบ
#ps -aux

ตรวจสอบเวอร์ชั่น php
#php -v

คำสั่งเปลี่ยน password root ของ Mysql
# mysql -u root -p
# password:
mysql>
 UPDATE mysql.user SET Password=PASSWORD(‘MyNewPass’) WHERE User=’root’;
mysql> FLUSH PRIVILEGES;